Mom12-Banner

saostar

Banner โฆษณา

เปิดใจ “หมอแสง ปราจีนบุรี” กับวลีเด็ด ผมไม่ใช่หมอแค่แบ่งปันยาให้ผู้หมดหนทางสู้โรคร้าย


เปิดใจ “หมอแสง ปราจีนบุรี” กับวลีเด็ด “ผมไม่ใช่หมอ” แค่พร้อมแบ่งปันยาสมุนไพร ช่วยผู้หมดหนทางที่กำลังทุกข์ยากในการต่อสู่กับโรคมะเร็ง เผยต่างชาติขอซื้อสูตรเป็น 100 ล้านบาทแต่ไม่เคยคิดขาย เหตุต้องการรักษาสูตรยาช่วยเหลือคนยาก แต่หน่วยงานสาธารณสุขไทย กลับมองเป็นเรื่องงมงาย ซ้ำหาทางเล่นงานไม่ให้จด อ.ย.
วันนี้ ( 6 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสเข้าพบ “หมอแสง ปราจีนบุรี” ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังด้านการใช้สมุนไพรในการบรรเทาอาการเจ็บปวดของผู้ป่วย โรคมะเร็ง ที่หมดหนทางรักษาจนได้รับการยกย่องจากผู้ป่วย และญาติผู้ป่วย ให้เป็น “หมอ” ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันหนักแน่นว่า ตนเองไม่ใช่หมอ และไม่มีความรู้ทางการแพทย์ เพียงแต่มีความสนใจเรื่องการใช้สมุนไพร จนเกิดการศึกษาและนำมาทดลองใช้ จนสามารถแบ่งปันให้ผู้หมดหนทาง เพื่อเป็นทางเลือกสุดท้ายในการบรรเทาความเจ็บปวด
โดยการพบกับ“หมอแสง ปราจีนบุรี” ในครั้งนี้ ทีมงานได้รับการความอนุเคราะห์จาก ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานบริหารบริษัทในเครือฉวีวรรณ ผู้ซึ่งมีโอกาสได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของสมุนไพรไทย จนต้องการแบ่งปันเรื่องราวดีๆ สู่ผู้ทุกข์ยากจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง
ดร.ฉวีวรรณ บอกว่าได้รับการบอกเล่าจากผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ซึ่งย้ายไปประจำอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี ว่ามีผู้เสียสละ ที่ช่วยแบ่งปันสมุนไพรในการบรรเ ทาความเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง จนทำให้มีผู้ป่วยเขาขอรับการแบ่งปันสมุนไพรในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก บางรายเดินทางมาค้างแรมเพื่อให้ได้ตัวยา ซึ่งการแจกจ่ายตัวยาสมุนไพรให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นการแบ่งปันโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และยังพบว่าผู้ป่วยขั้นสุดท้ายหลายรายมีอาการดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตอยู่กับคนในครอบครัวได้อย่างปกติ
“เมื่อมีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับผู้ที่เข้ารับยาสมุนไพร ก็รู้สึกว่าคนที่เข้ามารับยาหาย แต่จะเป็นการหายจากโรคแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆไป เมื่อถามเรื่องผลตรวจเลือด ก็พบว่าดีขึ้น และเมื่อได้นำตัวยามาใช้กับตัวเอง ก็พบว่าผลเลือดต่างๆ ของเราดีขึ้นแม้จะไม่ได้ป่วยด้วยโรคร้ายก็ตาม จึงเห็นว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งหนทางของผู้ที่กำลังอยู่ในภาวะมืดมน ” ดร.ฉวีวรรณ กล่าว
ด้าน “หมอแสง” บอกว่าตนเองไม่ใช่หมอ แต่ทำงานเป็นพนักงานของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ที่มีความสนใจในเรื่องของสมุนไพร และยาที่ปรุงขึ้นก็ไม่ใช่ยาเทวดา แต่เป็นยาที่ปรุงจากสมุนไพรไทยชนิดต่างๆ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าสมุนไพรบางตัว มีฤทธิ์ในการยับยั้งเซลมะเร็ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับการบ่มด้วย
“จริงๆ ก็มีตำราให้ศึกษาและเราก็นำมาต่อยอด ซึ่งการบ่มยา ก็เหมือนกับการบ่มบรั่นดี บ่มเป็น 100 ปี คนชิมก็รู้ว่าบ่มนาน ขณะที่ผู้ป่วยที่เข้ามาขอแบ่งปันยา ส่วนใหญ่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเมื่อเข้ามาขอตัวยาเราก็แบ่งให้ และทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งในแต่ละวันเราไม่เคยบอกว่าเป็นการรักษา แต่จะแบ่งปันยาสมุนไพรให้ในทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน ซึ่งเมื่อก่อนค่าใช้จ่ายน้อยมาก เพราะเราไปซื้อสมุนไพรมารวบรวมไว้ หลังๆ ก็มีเพื่อนช่วยบริจาค จึงนำสมุนไพรมาบ่มเป็นตัวยา คนที่หมดหนทางรักษาก็มาหาเรา”
หมอแสง ยังบอกอีกว่าที่ผ่านมาเคยเก็บสถิติผู้เข้ารับตัวยาแล้วสามารถบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคมะเร็ง แต่เมื่อถูกตรวจสอบและตรวจค้นจากหน่วยงานต่าง ๆทางราชการที่เข้าใจว่าเป็นการกระทำที่ต้องการอวดอ้างสรรพคุณ ก็ไม่อยากเก็บสถิติไว้อีก เพราะการนำศาสตร์จากการบ่มสมุนไพรมาใช้ กลับทำให้ได้รับผลกระทบทั้งในแง่ดีและร้ายต่อจิตใจ ทั้งยังถูกโจมตีว่า แอบอ้างเป็นหมอเทวดา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วตนเองไม่เคยแอบอ้างกับผู้ที่มาขอยา และไม่เคยพูดคุยกับผู้ป่วยที่แต่ละวันมีจำนวนมาก เพียงแต่เป็นการบอกแบบปากต่อปาก ในส่วนผู้ประสบผลสำเร็จจากการใช้สมุนไพร
“คนส่วนใหญ่รู้จักเราจากเพจ แต่ในวันนี้คนที่จะเข้ามาขอยาสมุนไพร ขอให้เอกสารประจำตัวที่เป็นเอกสารตัวจริงเข้ามาเท่านั้น เพราะขณะนี้มีคนเข้ามาหลอกเอาสูตรยาของเราไปทำเพื่อหวังทำขายเยอะ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ อาจเป็นเพราะจิตใจเขาไม่ดีพอ และที่ผ่านมาก็ให้สูตรยาไปแล้วในหลายหน่วยงาน แต่เขาก็เอาไปเก็บ ส่วนหน่วยงานสาธารณสุข ก็ไม่เคยเข้ามาขอสูตร หรือขอความรู้ มีแต่จะเข้ามาขอจับและขอตรวจค้น เราเคยยื่นขอ อ.ย.ไปนานแล้ว แต่สาธารณสุขก็เอาเอกสารไปเก็บไว้จนเรื่องก็เงียบหายไป”
ทั้งนี้ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ที่เข้ามาขอรับยา เป็นผู้ป่วยมะเร็งเต้านม และมดลูก ซึ่งที่ผ่านมา“หมอแสง” ไม่เคยวิเคราะห์หาสาเหตุ แต่เมื่อมีคน เข้ามาขอแบ่งปันยา และนำไปใช้เมื่ออาการดีขึ้นก็กลับมาขอบคุณ จนทำให้เกิดความสุข เมื่อเห็นผู้ป่วยที่หมดหนทางรักษายิ้มได้
“จริงๆ แล้วเป็นคนชอบพืชสมุนไพรและมีความรุบ้าง ที่สำคัญบังเอิญไปได้สูตรจากชาวกัมพูชาท่านหนึ่ง ก็ลองมาศึกษาและค่อยๆ ผสมสมุนไพร รวมทั้งเวลาการบ่ม ก็พบว่าเมื่อลองใช้ดูอาการของผู้ป่วยก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และในวันนี้ก็มีกลุ่มเพื่อนที่แอบดูเรามานาน เข้ามาช่วยสนับสนุนในเรื่องค่าใช้จ่ายในการซื้อสมุนไพร โดยไม่ต้องร้องขอจากใคร”
“หมอแสง ปราจีนบุรี” ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ในวันนี้ผู้ป่วยมะเร็งที่เดินทางเข้ารับยา ไม่ใช้มีเฉพาะแค่ชาวไทยที่ทุกข์ยาก แต่ยังมีชาวต่างชาติ เดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเลเข้ามาขอแบ่งปันยา จนทำให้มีบริษัทยายักษ์ใหญ่ติดต่อขอซื้อสูตรการบ่มยาสมุนไพรในราคาหลักร้อยล้านขึ้นไป แต่ตนเอง ไม่มีความคิดที่จะขายสูตร เพราะต้องการให้สมุนไพรได้รักษาผู้หมดหนทางที่ยากไร้ แต่ที่น่าแปลกใจคือ แม้แต่ฝรั่งมังค่า ยังเห็นคุณค่าของสมุนไพร แต่เพราะเหตุใดหน่วยงานด้านสาธารณสุขไทย กลับไม่เห็นค่าและส่งเสริมให้เป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้ป่วยมะเร็ง


ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ